ข้อควรระวังในการใช้ยาพ่นจมูก

ข้อควรระวังในการใช้ยาพ่นจมูก อาการคัดจมูก ภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ เป็นภาวะที่พบได้บ่อย ซึ่งภาวะเหล่านี้เป็นความผิดปกติที่เยื่อบุจมูกมักจะทำให้มีน้ำมูก หายใจไม่สะดวก โดยหากเป็นมากอาจส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตประจำวันบางคนหากอาการหนัก นอกจากการกินยาแล้ว อาจจำเป็นต้องใช้ยาหยอดจมูก หรือยาพ่นจมูกเพื่อบรรเทาอาการดังกล่าว ยาหดหลอดเลือดชนิดพ่นจมูก หรือหยอดจมูกจะทำให้หลอดเลือดในเยื่อบุจมูกหดตัว เยื่อบุจมูกยุบบวมลง จึงใช้บรรเทาอาการคัดจมูกได้

ยาพ่นจมูกที่ใช้รักษาโรคจมูกอักเสบ คือยาอะไร

เนื่องจากโรคดังกล่าวเกิดในโพรงจมูก ดังนั้น ยาที่มักใช้รักษาจึงเป็นยาพ่น (spray) ซึ่งนำส่งยาเข้าสู่โพรงจมูกโดยตรง ทำให้มีอาการข้างเคียงต่ออวัยวะอื่นน้อยกว่ายารับประทาน โดยยาอันดับแรกที่มักใช้ในการรักษาโรคจมูกอักเสบทั้ง 2 ชนิด (ตารางที่ 1) ได้แก่

ยากลุ่มสเตียรอยด์

เนื่องจากยาสเตียรอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบได้ดี จึงส่งผลลดอาการต่าง ๆ ได้ดีที่สุด ทั้งอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูกซึ่งอุดตันทางเดินอากาศ ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น และยังช่วยลดอาการน้ำมูกไหล คัน และจาม โดยยาเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 3-12 ชั่วโมงหลังพ่น (บางรายงานระบุว่ายาเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 30 นาทีหลังพ่น) แต่อาการอาจดีขึ้นอย่างชัดเจนใน 1-3 วัน ทั้งนี้ ประการสำคัญ คือ ผู้ป่วยต้องใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่งเพื่อคุมควบอาการของโรค ซึ่งยามีอาการข้างเคียงต่ำมาก เช่น อาจพบอาการระคายเคือง หรือแสบจมูกได้บ้าง จึงมีความปลอดภัยสูงกว่ายารับประทานและยาฉีดโดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นเวลานาน
ยาต้านฮิสตามีน หรือที่ชอบเรียกกันว่า “ยาแก้แพ้”

ยากลุ่มนี้ช่วยลดอาการแพ้ได้ดี เช่น อาการคัน จาม และน้ำมูกไหล ซึ่งออกฤทธิ์เร็วกว่าสเตียรอยด์ (เริ่มออกฤทธิ์ภายใน 15 นาที) แต่มีฤทธิ์ลดอาการคัดจมูกได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยไม่มียาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นจมูกเดี่ยว ๆ แต่มีผสมกับยาสเตียรอยด์หรือยาหดหลอดเลือด ซึ่งอาการข้างเคียงที่อาจพบจากยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นจมูก ได้แก่ รูจมูกแห้ง คอแห้งและรู้สึกขมในคอ เลือดกำเดาไหล และอาจง่วงนอน

ตัวอย่างตัวยาหดหลอดเลือดที่ใช้เป็นยาพ่น หรือยาหยอดจมูก ได้แก่ ออกซี่เมตาโซลีน (Oxymetazoline), เอฟฟิดริน (Ephedrine), ฟีนิลเอฟรีน (Phenylephrine) เป็นต้น

ข้อดีของการใช้ยาพ่น หรือยาหยอดจมูก คือ ยาจะออกฤทธิ์ได้เร็วกว่าการกินยาโดยจะออกฤทธิ์ภายใน 5-10 นาทีหลังพ่นหรือหยอดยา ถึงแม้จะออกฤทธิ์ได้เร็วแต่เมื่อยาหมดฤทธิ์เยื่อบุจมูกอาจกลับมาบวมใหม่ได้

นอกจากนี้การใช้ยาพ่นจมูกอย่างต่อเนื่องกันนานกว่า 2 สัปดาห์ อาจทำให้เกิดภาวะเยื่อบุจมูกอักเสบจากยา และทำให้อาการคัดจมูกแย่ลงได้ ดังนั้นการใช้ยานี้ควรใช้เมื่อจำเป็น ไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน และการใช้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น